สถานีแก้หนี้…ช่วยเพื่อนครู สพม.สุรินทร์

สพม.สุรินทร์ เข้าร่วมประชุมการขับเคลื่อนสถานีแก้หนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 5/2567 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) รับแนวทางนโยบายสู่การปฏิบัติจาก สพฐ. ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้-เจ้าหนี้ร่วมเจรจาแสวงหาความร่วมมือแก้ไขปัญหาต่อเนื่องจากเวที 1 2 และ 3 พร้อมเร่งส่งแบบสำรวจข้อมูลย้าย บ/ช สหกรณ์ 21 พ.ค. เพื่อเสนอข้อมูลในงานสัมมนาพร้อมกันทั่วประเทศ ปลายเดือนนี้

นางปวีณา กระเวนกิจ ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ได้รับมอบหมายจาก ดร. สำเริง บุญโต ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ เข้าร่วมประชุมการขับเคลื่อนสถานีแก้หนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 5/2567 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) เพื่อร่วมติดตามการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง พร้อมด้วยนางสาวเพ็ชราพร ขวัญใจ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ณ ห้องประชุมเอราวัณ อาคารอาคารพญาคชสาร ชั้น 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567

หัวข้อการประชุมและรับทราบสู่การปฏิบัติ ใน 5 ประเด็น

  1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่งทั่วประเทศพร้อมให้ความร่วมมือในการกรอกแบบสำรวจข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีการย้ายเขตพื้นที่ทำงานแต่ยังไม่ได้ย้ายสหกรณ์ตามไปด้วย ภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2567
  2. เปิดให้บริการลงทะเบียน “แก้หนี้ 2567” ทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อให้บริการผู้ที่ไม่สะดวกในการลงทะเบียนแบบออนไลน์ แต่สะดวกในการเดินทางมาลงทะเบียนแบบออนไซต์
  3. เตรียมขยายผลการพัฒนาความสามารถในการบริหารการเงิน โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถูกต้อง เพื่อขยายผลลงสู่นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เนื่องจากจะทำให้เกิดการทำงานอย่างเต็มที่
  4. แสวงหาความร่วมมือเพื่อนครูและข้าราชการบำนาญที่มีสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นเจ้าหนี้ ร่วมเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้สิน ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการหักเงินเดือนต้องเป็นไปตามกฎหมาย คือ เงินเหลือหลังหักบัญชีต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
  5. เตรียมการเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ ทวงหนี้ และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เมื่อดำเนินตามแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและครูได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว

    เน้นย้ำทุก สพท. ดำเนินการตามกฎหมาย

    ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกล่าวย้ำให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตฯ ผู้อำนวยการกลุ่ม สถานีแก้หนี้ ได้ร่วมกันให้ข้อมูลและนำแนวทางนโยบายไปสู่การปฏิบัติต่อไป“สิ่งที่สำคัญก็คือจะเป็นการแสวงหาความร่วมมือช่วยเพื่อนครูของเราและข้าราชการบำนาญ อยากจะให้เกิดขึ้นจริง” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว พร้อมกล่าวรายละเอียดของการยกระดับเวทีแสวงหาความร่วมมือช่วยเพื่อนครู ว่า

    “เวทีแรกเป็นการเจรจาของสถานีแก้หนี้กับประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ของแต่ละแห่ง ซึ่งทำให้เห็นผลออกมาว่าสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งได้ลดดอกเบี้ยให้ได้ ส่วนที่สอง ก็คือ  การที่ได้ไปเจรจาร่วมกับทีมที่ปรึกษาและกรมส่งเสริมสหกรณ์ฯ จนทำให้เกิดเวทีที่สามที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม นี้  เพื่อให้สร้างความเข้าใจและแนวทางในการดำเนินตามกฎหมายการหักเงินเดือนและแนวปฏิบัติที่ต้องลงมือทำของสำนักงานเขตพื้นที่ทั่วประเทศ ว่าด้วยเรื่องของการหักเงินให้เหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 30”

    เวทีการสัมมนาแสวงหาความร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ปลายเดือน พ.ค. 2567

    1. การให้ความรู้แนวทางปฏิบัติเพื่อก่อนให้เกิดการรวมหนี้ และเกิดเสถียรภาพทางการเงิน

    2. การให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการ-แก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความยั่งยืนต่อสภาพคล่องการเงิน

    3. การให้ความรู้ด่านกฎหมายจากทีมอัยการสูงสุด อัยการอาวุโส และรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ฯ ที่จะมาให้ความรู้ตามระเบียบกฎหมาย อาทิ บทบาทในฐานะผู้อำนวยการเขตฯ ควรดำเนินการอย่างไร และสหกรณ์ฯจะต้องดำเนินการอะไรบ้าง

    เน้นย้ำให้ทุก สพท.ดำเนินการตามกฎหมาย

    “1 มิย.67 ทุกเขตพื้นที่การศึกษาต้องหักเงินโดยยึดหลักให้เงินเดือนเหลือมากกว่าร้อยละ 30 และปัญหาที่ถูกร้องเรียนมา 1200 คนจะต้องได้รับการแก้ไข อันนี้คือความตั้งใจที่ทีมสถานีแก้หนี้ส่วนกลางจะดำเนินการให้สำเร็จ จึงฝากทุกสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ได้ช่วยในส่วนของภูมิภาคให้ดำเนินการตาม” ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าว พร้อมเผยรายละเอียด “ข้อกฎหมายให้ยึดปฏิบัติ ดังนี้

    1. มติ ครม. เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เกี่ยวกับการหักเงินเดือนและแก้ไขปัญหาหนี้สิน (ต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 30)

    2. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การหักเงินเดือน พ.ศ.2551 ระบุในข้อ 7 ว่า จะต้องมีเงินเดือนเหลือสุทธิหลังจากการชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30

    3. กฎหมายและคำพิพากษาศาลปกครอง คดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับพวกให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเมื่อชำระหนี้หรือเงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ 2551 ก็ย้ำเหมือนกัน ทั้งนี้ กล่าวโดยสรุปแล้วก็คือ ศาลปกครองพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควบคุม สั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ หัวหน้าสถานศึกษา ได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน 2551 

    4. กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประกาศแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ 5  มกราคม 2567 อัตราดอกเบี้ยกู้ไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี ขยายระยะเวลาชำระหนี้ถึง 75 ปี มีเงินเดือนเหลือหลังหักชำระหนี้อย่างน้อยร้อยละ 30

    5. พระราชบัญญัติ สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ระบุว่าต้องเอื้อประโยชน์ของสมาชิกฯ เพื่อให้สามารถดำรงชีพได้ และเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ผู้บังคับบัญชา หรือนายจ้างหักเงินเดือนให้สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป กฎหมายไม่คุ้มครองหลังหักซอง

    ดังนั้น จึงอยากฝากให้ สพท. ยึดผลประโยชน์ของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เขายังชีพอยู่ได้ภายใต้สภาพคล่องตามกฎหมาย”