
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิเชฐ โพธ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วมประชุมภาษาจีนโลก ปี พ.ศ. 2568 世界中文大会 (World Chinese Language Conference 2025) และได้รับเกียรติกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” (Opportunities and Challenges of Intelligent Chinese Language Assessment) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเน้นถึงบทบาทและความสำคัญของการใช้ AI ในการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ดร.พิเชฐ โพธ์ภักดี กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดนโยบายปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2566 ได้ประกาศแนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนความสามารถด้านภาษาจีนและศักยภาพของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนภาษาจีนที่มีมาตรฐาน จึงได้นำมาตรฐานความสามารถทางภาษาจีน HSK (Hanyu Shuiping Kaoshi) และ YCT (Youth Chinese Test) มาเป็นกรอบคิดหลักในการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ การออกแบบหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาจีน 2 รูปแบบ คือ
1. ห้องเรียนทั่วไปภาษาจีน (General Chinese Classroom: GCC) ภาษาจีนจัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม หรือบูรณาการตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการสื่อสารภาษาจีนพื้นฐาน
2. ห้องเรียนพิเศษภาษาจีน (Chinese Program: CP) จัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาจีนเป็นสื่อในรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม เช่น วิชาคณิตศาสตร์ หรือ วิชาวิทยาศาสตร์ สามารถใช้ภาษาจีนเป็นสื่อในการเรียนการสอน เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่เข้มข้น และเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาต่อและประกอบอาชีพในระดับสูง
การจัดการเรียนการสอนภาษาจีนเน้นสมรรถนะการสื่อสาร(Communicative Language Teaching: CLT) โดยปรับจุดเน้นจากการเน้นไวยากรณ์มาเป็นการเน้นทักษะการสื่อสาร โดยเริ่มจากการฟัง ตามด้วยการพูด การอ่าน และการเขียนตามลำดับ






อย่างไรก็ตามการประเมินผลการเรียนรู้ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์AI ทำให้การศึกษาก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการประเมินผลภาษาจีนที่ไม่เคยมีมาก่อน ระบบอัจฉริยะเหล่านี้มอบโอกาสอันน่าทึ่งในหลายมิติ ดังนี้
1. การประเมินผลที่รวดเร็วและแม่นยำ AI สามารถประมวลผลการตอบสนองของผู้เรียนจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้สามารถให้ข้อเสนอแนะได้ในทันที (Instant Feedback) ช่วยให้ผู้เรียนทราบจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองได้ทันเวลา
2. การประเมินทักษะการพูดและการออกเสียง ระบบ AI สามารถวิเคราะห์การออกเสียง (Pronunciation) ระดับเสียง (Intonation) และความคล่องแคล่วในการพูด (Fluency) ได้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นการประเมินที่ยากยิ่งสำหรับครูผู้สอน การประเมินเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับปรุงสำเนียง และทักษะการสื่อสาร ให้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากขึ้น
3. การประเมินที่ปรับเปลี่ยนตามผู้เรียน (Adaptive Assessment) AI สามารถสร้างข้อสอบหรือแบบฝึกหัด ที่ปรับเปลี่ยนระดับความยากง่าย ให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ทำให้การประเมินมีความเป็นส่วนตัว และมีประสิทธิภาพสูงสุด
4. การเข้าถึงที่เท่าเทียม เทคโนโลยี AI สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจขาดแคลนครูผู้สอนภาษาจีนที่มีคุณภาพสูง สามารถเข้าถึงเครื่องมือการประเมินที่ได้มาตรฐานระดับสากลได้
การใช้ระบบอัจฉริยะในการประเมินผลภาษาจีน ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการเสริมพลังให้กับมนุษย์ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอนาคตของการศึกษาภาษาจีน คือ การสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้แบบผสมผสาน” (Hybrid Learning Ecosystem) ที่นำเทคโนโลยี AI และครูผู้สอนทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน
ซึ้งสอดคล้องกับ นโยบายและจุดเน้นสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมุ่งเน้นการพลิกโฉมการศึกษาไทยสู่การศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายหลัก คือ “การสร้างคุณภาพผู้เรียนสู่สากล” ผ่านการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “การส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนด้านภาษาต่างประเทศ”
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ AI มาสร้างโอกาสและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภาษาจีน ให้ก้าวทันยุคสมัย และจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั่วโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการศึกษาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้มั่นใจว่าการประเมินผลการเรียนรู้ภาษาจีนของเราจะทันสมัย แม่นยำ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทุกคน
ข่าว/ภาพ : ศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ สพฐ.
กราฟิก : สุชัญญา ชมเทศ
ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน
